Category Archives: บทความ

ลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เพียงเปลี่ยนพฤติกรรม

อาการปวดท้องประจำเดือนจะเกิดขึ้น 1-2 วันก่อนมีประจำเดือนและระหว่างมีประจำเดือนในช่วงวันแรกๆ โดยสาเหตุการเกิดประจำเดือนเกิดจาก โดยเฉลี่ยทุกๆ 28 วัน หากไข่ไม่มีอสุจิมาผสม เยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน อาการปวดประจำเดือนเกิดจากสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งก่อตัวขึ้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างมีประจำเดือน โพรสตาแกลนดินทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวและหดเกร็งคล้ายกับอาการเจ็บปวดขณะคลอดบุตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หากร่างกายหลั่งสารนี้ในปริมาณมากจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการบีบรัด ทำให้รู้สึกปวดประจำเดือนยิ่งขึ้น การป้องกันและบรรเทาอาการปวดประจำเดือน หากมีอาการปวดประจำเดือน ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาตัวเองได้โดย ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบท้องน้อยและหลัง อาบน้ำอุ่น ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น โยคะหรือนั่งสมาธิ รับประทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) ควรรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือก่อนมีอาการปวด การรับประทานยาแก้ปวดอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรใช้เมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักและผลไม้ ลดปริมาณอาหารที่มีไขมัน เกลือ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขนมหวาน อาหารเสริมช่วยได้ ก่อนหาซื้อมารับประทานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะอาหารเสริมบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกันหรือทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เดิมและส่งผลเสียต่อร่างกายได้ แคลเซียมซิเทรต ในขนาดวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม จะช่วยรักษาความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ วิตามินอี ในขนาดวันละ 500 ไอยู อาจช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ แมกนีเซียม ในขนาดวันละ 360 […]

บอกลาไมเกรนโดยไม่ต้องใช้ยา

สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองเกิดการกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าคนปกติ หลังจากสมองถูกกระตุ้นแล้ว จะเกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามผิวของสมองอย่างช้าๆ (ทำเกิดอาการการเตือนขึ้นมา) กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองเปลี่ยนแปลงไป และยังไปกระตุ้นเส้นประสาทสมอง ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด มีผลทำให้หลอดเลือดสมองเกิดการขยายตัวและเกิดการอักเสบขึ้น เป็นผลทำให้มีอาการปวดศีรษะในที่สุด สิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์ การปรับพฤติกรรมเพื่อลดการเกิดไมเกรน การปรับพฤติกรรมเช่น 1.การรับประทานอาหารตรงเวลา 2.ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน) 3.ดื่มกาแฟน้อยลง พักผ่อนให้เพียงพอ (ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และไม่เกิน 9 ชั่วโมง) 4.การวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย และการคูลดาวน์หลังออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้หากทำอย่างถูกต้องจะสามารถป้องกันการปวดหัวไมเกรนได้ การทานอาหารอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ สามารถช่วยป้องกันไมเกรน ได้แก่ โคเอนไซม์ คิวเทน (CoQ10) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระพบในน้ำมันปลา และธัญพืชไม่ขัดสี วิตามินบี 2 […]

คลอโรฟิลล์คืออะไร

คลอโรฟิลล์ คือ คลอโรพลัสเม็ดเล็กๆสีเขียวที่อยู่ในเซลล์พืช เกิดจากกระบวนการทำอาหารของพืชเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ สารคลอโรฟิลล์เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่มีอยู่ในพืชที่มีสีเขียวตามธรรมชาติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือประเภทที่ละลายในน้ำ และประเภทที่ละลายในไขมัน คลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลที่ค่อนข้างใหญ่ ส่งผลให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และเมื่อร่างกายไม่สามารถไม่สามารถรับสารชนิดนี้ได้ จึงส่งผลให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการรับประทานเท่าที่ควร คลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติหาได้จากไหน 1.ผักปวยเล้ง ผักปวยเล้งเป็นผักใบสีเขียวเข้มที่มากคุณค่าทางโภชนาการเลยล่ะค่ะ อีกทั้งยังเป็นแหล่งของอาหารที่มีสารคลอโรฟิลล์สูง ผักปวยเล้งปริมาณเพียง 1 ถ้วย จะมีคลอโรฟิลล์อยู่มากถึง 23.7 มิลลิกรัม 2.ผักชี ทราบกันหรือเปล่าคะว่าผักชีที่เรานิยมนำมาปรุงอาหารดีๆ นี่แหละค่ะเป็นแหล่งชั้นดีของคลอโรฟิลล์เลยก็ว่าได้ค่ะ ผักชีปริมาณแค่ครึ่งถ้วย จะมีคลอโรฟิลล์อยู่มากถึง 19.0 มิลลิกรัม 3.กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีไม่ว่าจะนำมารับประทานแบบสดๆ หรือนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดแล้วยังเต็มไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ไม่น้อยเลยค่ะ กะหล่ำปลีปริมาณ 1 ถ้วย จะมีคลอโรฟิลล์อยู่ถึง 4.1 มิลลิกรัม 4.ถั่วแขก ถั่วแขกมีลักษณะคล้ายกับถั่วฝักยาวแต่ขนาดสั้นกว่าและมีกลิ่นต่างกันค่ะ ถั่วแขกปริมาณ 1 ถ้วย จะมีคลอโรฟิลล์อยู่มากถึง 8.3 มิลลิกรัม 5.ผักวอเตอร์เครส ผักวอเตอร์เครสหรือคนไทยเราเรียกกันว่าผักสลัดน้ำที่มีลักษณะคล้ายผักสลัดจัดเป็นพืชสีเขียวเข้มและให้คลอโรฟิลล์สูงมากเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งผักวอเตอร์เครสแค่ปริมาณ 1 ถ้วย จะมีคลอโรฟิลล์อยู่มากถึง 15.6 มิลลิกรัม […]

คลอโรฟิลล์กับสุขภาพ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานพืชผักต่างๆ นั้นเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนทุกคน แล้วทราบกันหรือไม่ว่าพืชผักต่างๆที่รับประทานไปนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ในพืชผักส่วนใหญ่จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ในบางชนิดอาจมากถึง 70 – 85 % ของน้ำหนักทั้งหมด เช่น ผักประเภทใบต่างๆ  แต่ในบางชนิดอาจมีปริมาณน้ำไม่มาก โดยประมาณ 10 – 75 % ของน้ำหนักทั้งหมด เช่น ผักประเภทหัวต่างๆ ความแตกต่างของปริมาณน้ำนี้ขึ้นอยู่กับชนิด พันธุ์ และอายุของพืชผักด้วย นอกจากน้ำแล้ว พืชผักยังประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต, วิตามินและเกลือแร่ รวมถึงใยอาหาร ส่วนโปรตีนและไขมันนั้นจะพบในปริมาณที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในพืชผักจะอยู่ในรูปของเอนไซม์ซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์พืช และไขมันส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์พืช ในองค์ประกอบต่างๆ ของพืชผักเหล่านี้มีรงควัตถุ (pigments) หรือสารสีที่ทำให้พืชผักมีสีสันต่างๆ นั้น เช่น สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (chlorophyll)  สีส้มหรือสีเหลืองของแคโรทีนอยด์ (carotenoid) สีม่วงหรือสีน้ำเงินของแอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นต้น ซึ่งรงควัตถุเหล่านี้จัดเป็นสารอินทรีย์ในพืชที่อยู่กลุ่มของวิตามินและเกลือแร่ ที่ไม่ใช่สารอาหารแต่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายในด้านอื่น เช่น การจับกับอนุมูลอิสระที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในร่างกาย ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะรงควัตถุที่ทำให้พืชมีสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์นั่นเอง

คลอโรฟิลล์ กับประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ

คลอโรฟิลล์ กับประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ ช่วงที่ผ่านมาการดื่มคลอโรฟิลล์ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะด้วยคุณสมบัติที่กล่าวอ้างสรรพคุณของคลอโรฟิลล์ว่าส่งผลในทางดีต่อร่างกายเมื่อดื่มเข้าไป แต่ขณะเดียวกันการดื่มสารสกัดจากคลอโรฟิลล์ ก็ยังเป็นเรื่องที่หลายคนมีข้อเคลือบแคลงและสงสัยถึงประโยชน์และโทษ จากการดื่มว่า แท้จริงแล้วคลอโรฟิลล์ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายของคนเราจริงๆ รู้จักกับคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์เป็นสารประกอบที่สามารถพบได้ในส่วนที่มีสีเขียวของพืช เช่น ใบ นอกจากนี้ยังสามารถพบได้จากลำต้น ดอก หรือรากของพืชที่มีสีเขียว คลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุหรือสารสีที่เรียกว่า Pigment ที่มีอยู่ในพืช โดยให้สารสีเขียวที่อยู่ในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีความสำคตัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งพืชจะสร้างเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานต่อเซลล์ของพืชต่อไป คลอโรฟิลล์สามารถพบได้ในผัก ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือสาหร่าย คลอโรฟิลล์ไม่คงตัวต่อความร้อน เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนเป็นฟีโอไฟติน (Pheophytin) ทำให้สารสีเขียวเปลี่ยนเป็นน้ำตาล เพราะหน้าที่สำคัญของคลอโรฟิลล์จริงๆ คือ การเป็นสารสีเขียวที่ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสงขอพืช ซึ่งจะเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นก๊าซออกซิเจนให้กับพืช คลอโรฟิลล์กับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกายของคน มีงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดร.ฮาน์ส ฟิชเชอร์ (Dr.Hanns Fisher, M.D.) เจ้าของรางวัลโนเบล ได้ทำการค้นคว้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคลอโรฟิลล์และฮีม (Heme) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโปรตีนฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ พบว่าโครงสร้างของคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในพืชมีโครงสร้างเหมือนกับฮีม แตกต่างกันตรงแกนกลางของคลอโรฟิลล์จะเป็นธาตุแมกนีเซียม ส่วนโครงสร้างของเม็ดเลือดแดงในมนุษย์เป็นธาตุเหล็ก เพราะฉะนั้นการดื่มคลอโรฟิลล์ จึงไม่ได้ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกายของมนุษย์ ถึงแม้จะมีโครงสร้างที่คล้ายกัน แต่ร่างกายไม่มีกระบวนการที่จะเปลี่ยนจากธาตุแมกนีเซียม ไปเป็นธาตุเหล็กได้ […]